ผิวเครียด !?! – ปัญหาใหม่ ใครรู้จักบ้าง (1)

งงเลยครับงง

นอกจาก “คนเครียด”

สมองเครียด

คราวนี้ มี “ผิว – เครียด” ด้วย

ผมไปอ่านเจอจากนิตยสาร “คู่สร้าง-คู่สม” ฉบับทศสุดท้าย (เค้าออกเป็นรายสิบวัน) 20-28 ก.พ. 53 หน้าปก เคน-ธีรเดช คู่กับ ชมพู่-อารยา ครับ

พาดหัวเรื่องอยู่ตรงหน้าปก ว่า …

“โรคผิวหนังเครียด”– โรคใหม่ … ถึงตาย?

เห็นแล้วผมก็งงไม่แพ้ท่านผู้อ่านละครับ เลยรีบควัก 20 บาท สอยมาเล่าให้ฟังต่อทันที

เนื้อเรื่องเปิดฉากเล่าถึงชีวิตของผู้ฉิงไทยท่านหนึ่ง ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ที่เยอรมนี นามว่า คุณเก่ง-บุรัสกร

เธอเล่าว่าตอนหน้าร้อน ปี 2550 จู่ ๆ เธอก็รู้สึก “คันคะเยอไปทั้งตัว” พอเผลอเกาก็เป็นผื่นแดงขึ้นมาเป็นริ้ว ๆ

เหมือนคนโดนไม้เรียวฟาดกระหน่ำ

เหมือนทาสที่ถูกนายโบยด้วยแส้ในละคร!

พอคุณเก่งยิ่งเกา ก็ยิ่งลาม ทีนี้เลยลายพร้อยไปทั้งตัว

ลามขึ้นไปถึงหัวด้วย ทรมานมาก ต้องคอนเอาน้ำถู เพราะมันแสบ เหมือนหนังกำพร้าพุพองตลอดเวลา

แล้วเธอจัดการมันอย่างไร?

แรกเลย เธอคิดว่า “แพ้”

ไปหาหมอ หมอสันนิษฐานว่าอาจแพ้เฮนน่า (ที่อยู่ในแชมพูสระผม) เลยเลิกใช้

แต่เลิกแล้วก็ไม่หาย กลับคันคะเยอไปทั้งตัว

“มากกว่าเดิม” เสียอีก

เธอลองไปหาหมอที่อื่นอีก 3-4 ที่ ทุกที่ลงความเห็นตรงกัน ว่าน่าะจะเกิดจาก “ความเครียด” และให้ยาคลายเครียดมากิน

ทว่าก็ไม่ดีขึ้น แถมกลับเครียดเข้าไปใหญ่

งงว่า ตัวเองเครียดเรื่องอะไร?

ค้นเหตุ คุ้ยที่มา จนเครียดเสียเอง

จนที่สุดหาเรื่องเครียดไม่เจอ … เลย “ไม่เชื่อ” ว่าตัวเองเครียดจริง ๆ อย่างที่หมอทุกท่านลงความเห็น

ทีนี้ละจะทำไงต่อ?

ในที่สุด ก็ไปหา “หมอเฉพาะทางที่มีชื่อเสียงด้านโรคผิวหนัง”ท่านหนึ่ง

พอเธอเล่าอาการทั้งหมดให้หมอฟัง …

หมอไม่พูดอะไร ได้แต่เอา “แผ่นทดสอบผิว” (Skin Test)  มากรีดเป็นแนว ๆ ที่แขน คล้ายกับเวลาบั้งปลา

กรีดเสร็จ หมอบอกให้ “นั่งรอก่อน”

ไม่ยอดให้ข้อมูลอะไร รอเป็นชั่วโมง หมอก็ยังไม่มาดู ก็โมโห ให้สามีไปตาม

พอหมอกลับมาเห็นเข้าเท่านั้นล่ะ

หมอบอกทันทีว่าเป็นโรค Hautnerven

เป็นภาษาเยอรมัน อ่านว่า เฮาท์เนอเว่น — แปลเป็นไทยว่า “ผิวหนังเครียด”

หมอบอกว่าที่ปล่อยให้รอนี่ เพื่อทดสอบว่า ความเครียดว่ามีผลต่อผิวเราจริงหรือเปล่า?

… ปรากฏว่า “มีจริง ๆ” … เพราะพอยิ่งโมโห ผื่นมันก็ยิ่งลาม คิดดูสิ แค่ช่วงที่รอหมอ ผื่นเห่อขึ้นทั้งตัวเลย

พอกลับมาเมืองไทย ถามผู้รู้ ถึงได้รู้ว่าเจ้าโรค Hautnerven นั้น แปลเป็นอังกฤษคือ Cutaneous nerve

แปลว่า “ประสาทที่ผิวหนัง”

(Cutaneous = เกี่ยวกับผิวหนัง — ในภาษาละติน Cutis แปลว่าผิวหนัง / nerve = เส้นประสาท … สวมวิญญาณครูพี่แนนแปลเพิ่มซะหน่อย 55)

ทีนี้ พอฟังประสบการณ์จริงของคุณเก่งแล้ว ทาง “คู่สร้างคู่สม” ก็ลงบทความ ผิวหนังเครียด: โรคประหลาดในสารบบ โดยผู้เขียนใช้ชื่อว่า คุณหมอต้น

จะสรุปให้ฟังในตอนต่อไปครับ … โปรดติดตาม

Advertisements

ริ้วรอย และ แก่ก่อนวัย

ปัญหาริ้วรอย แก่ก่อนวัย

ริ้วรอยบนใบหน้า เกิดจากเนื้อเยื่อคอลลาเจนและอีลาสตินเสื่อมสภาพและถูกทำลายโดยสาเหตุ

  1. วัย เมื่อวัยมากขึ้นมากกว่า20ปีขึ้นไป จะพบว่าปริมาณของ CoenzymeQ10 ในเซลล์ผิวหนังเริ่มลดลง เนื้อเยื่อคอลลาเจน และ อีลาสติน ลดและจะเริ่มมีริ้วรอยบนใบหน้าเกิดขึ้น
  1. รังสี UV รังสี UVโดยเฉพาะรังสี UVA ที่ผ่านเข้าสู่เซลล์ผิวหนังเข้าทำลายเนื้อเยื่อ คอลลาเจน
    อีลาสติน และ เซลล์ไขมัน ทำให้เกิดริ้วรอยบนผิวหน้า
  1. อนุมูลอิสระ จากรังสี UV มลภาวะในอากาศ, ควันพิษ, ควันรถ, สารเคมีในเครื่องสำอาง
    จะเข้าทำปฏิกริยากับไขมันในผนังเซลล์, เนื้อเยื่อคอลลาเจน อีลาสติน และเนื้อเยื่อไขมัน ทำให้เซลล์ต่างๆ ดังกล่าวถูกทำลายเกิดริ้วรอยได้

ดังนั้นในการลด และป้องกันการเกิดริ้วรอยบนใบหน้าต้องป้องกันทั้ง 3 สาเหตุ

  • EnergizomeQ10 ที่มีปริมาณ 1-3 % จะป้องกันผิวมิให้เกิดริ้วรอยเนื่องจากการขาด
    Coenzyme Q10 เมื่อวัยที่มากขึ้น และ EnergizomeQ10 ยังช่วยให้มีการสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่ทำให้ริ้วรอยลดลงและผิวกระชับมากขี้น
  • วิตามิน เอ วิตามิน ซี และวิตามิน อี เป็นวิตามินต้านอนุมูลอิสระปกป้องผิวหนังมิให้เกิดริ้วรอยจากอนุมูลอิสระ
  • ครีมกันแดด จะช่วยปกป้องผิวจากการทำลายของรังสี UV

ปัญหาผิวดำคล้ำ มีจุดด่างดำ ฝ้ากระ บนใบหน้า

ปัญหาผิวดำคล้ำ มีจุดด่างดำ ฝ้ากระ บนใบหน้า

สาเหตุปัญหาดังกล่าว

กว่า 90% เกิดจากรังสี UV ซึ่งเป็นรังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากดวงอาทิตย์ เป็นรังสีที่เรามอง
ไม่เห็นและสัมผัสก็ไม่ได้ ร่างกายของเราสามารถรับรังสี UV ได้ตลอดเวลาขณะทำงานในห้องกระจก ขับรถ หรือเดินตามท้องถนน ทำงานกลางแจ้ง แม้ช่วงระยะเวลาสั้น ๆก็ตามโดยเฉพาะช่วงเวลา
10.00-14.00 น.รังสี UV โดยเฉพาะรังสี UVA จะทะลุผ่านเซลล์ผิวหนัง เข้าไปยังเซลล์ภายในผิวหนัง
ไปกระตุ้นเซลล์สร้างสีผิว (melanocyte) ให้สร้างสีผิว (melanin) มากขึ้น ทำให้ผิวหน้าเริ่มมีจุดด่างดำรอยหมองคล้ำ ฝ้าและกระเกิดขึ้น และรังสี UVB มีผลต่อเซลล์ผิวหนังชั้นนอกทำให้เกิดการไหม้แดงและเสื่อมสภาพตายไปในที่สุด โดยเซลล์ที่เสื่อมสภาพจะเกาะยึดกับเซลล์ผิวที่ดีทำให้ผิวดูแห้งและหยาบกร้าน

นอกจากรังสี UV แล้วยังมีฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจนที่พบมากในยาคุม และเครื่องสำอาง
บางชนิด ความร้อน เป็นต้น เป็นสาเหตุทำให้ผิวหมองคล้ำ มีจุดด่างดำ ฝ้ากระบนใบหน้า

ส่วนประกอบในเครื่องสำอางค์ มีคุณสมบัติที่ช่วย ให้ผิวขาวเนียนใส คือ

AHA เป็นสารธรรมชาติที่มีปริมาณ 5% ขึ้นไป จะคลายการยึดเกาะของเซลล์ที่เสื่อมสภาพบนผิวชั้นนอกออกจากเซลล์ผิวที่ดี ดังนั้นถ้าปัญหาผิวหมองคล้ำ จุดด่างดำ อยู่บนผิวชั้นนอกก็จะทำให้ผิวดูขาวเนียน สดใส ขึ้น

วิตามิน เอ ช่วยในการสร้างเซลล์ผิวหนังและคอลลาเจน ทำให้ผิวชุ่มชื้น ไม่แห้ง และหยาบกระด้าง

วิตามิน บี 3 ลดการสร้างเมลานิน ที่ทำให้ผิวหน้าเป็นฝ้า กระ จุดด่างดำ และรอยหมองคล้ำ

วิตามิน ซี ปกติวิตามิน ซี จะถูกทำลายได้ง่าย ดังนั้นการอยู่ในรูป Glycosphered Vit C
จะช่วยให้วิตามิน ซี คงตัวได้ดีกว่า วิตามิน ซี ช่วยการสร้างคอลลาเจน และลดการสร้าง
เมลานิน ทำให้ผิวขาวเนียนสดใสตามธรรมชาติ

วิตามิน อี ช่วยบำรุงผิวพรรณ และปกป้องผิวจากการทำลายของอนุมูลอิสระที่มีในมลภาวะในอากาศ, อาหาร, น้ำ, ควันพิษ, ควันบุหรี่, ยา, สารเคมีในเครื่องสำอาง และรังสี UV ที่จะมาทำลายเซลล์ผิวหนังอันเป็นสาเหตุของการเกิดริ้วรอย แก่ก่อนวัย

วิตามิน เอ, ซี, อี จะช่วยปกป้องผิวจากอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของการเกิดริ้วรอยก่อนวัย

วิตามิน บี 3 และซี ช่วยลดการสร้างเมลานิน ทำให้ผิวขาวใสขึ้นตามธรรมชาติ

โจโจ้บาออยล์, สควาเลน และแม็กสกิน เป็นสารสกัดจากธรรมชาติที่ได้จากพืชและปลาทะเลน้ำลึก ที่จะช่วยให้ผิวชุ่มชื้น เนียนเรียบ อ่อนนุ่ม มีความยืดหยุ่น แลดูสดใสเปล่งปลั่งและอ่อนเยาว์

เรื่องของสิว…

ความรู้เรื่องสิว

โดยเภสัชกรหญิงศศิธร  โกวิทวรางกูร

สิวเป็นปัญหาผิวหนังที่เกิดจากความผิดปกติของท่อต่อมไขมันเกิดมีการอุดตันขึ้น

สิวมีสาเหตุจาก

– ปัจจัยภายในร่างกาย สาเหตุใหญ่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
ในร่างกาย โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ร่างกายเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงมีการผลิตฮอร์โมนเพศมากขึ้นโดยเฉพาะฮอร์โมนแอนโดรเจน (ANDROGEN) มักพบในผู้ชายมากกว่า
ผู้หญิง ดังนั้น ผู้ชายมักจะเป็นสิวมากกว่าผู้หญิงและเป็นแล้วมักจะรุนแรง

นอกจากนี้ความเครียดยังเป็นตัวกระตุ้นต่อมใต้สมองให้หลั่งฮอร์โมนมากระตุ้นต่อมหมวกไตแล้วมากระตุ้นอัณฑะหรือรังไข่ให้หลั่งฮอร์โมนเพศมากขึ้นทำให้เกิดสิว

–   ปัจจัยภายนอก มักจะพบมากในสารเคมีที่มีในเครื่องสำอาง

ซึ่งทั้งฮอร์โมนเพศและสารเคมีในเครื่องสำอางเป็นตัวกระตุ้นให้ต่อมไขมันสร้างไขมันมากกว่าปกติ ไขมันจะไหลออกจากท่อต่อมไขมันมาสู่ผิวชั้นนอก ทำให้เกิดการอุดตันได้ จะเห็นเป็นหัวดำ ถ้าเป็นสิวมีรูเปิดที่ผิวหนัง ถ้าไม่มีรูเปิดจะเห็นเป็นหัวขาวเล็กๆ และเชื้อแบคทีเรีย P.ACNES ที่มีอยู่ในต่อมไขมัน ก็จะย่อยสลายไขมันในต่อมให้กลายเป็นกรดไขมัน และ จะขยายตัวแบ่งตัวเพิ่มขึ้นมากมายทำให้เกิดเป็นสิวอักเสบ
จะเห็นเป็นหัวหนองได้

ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่เป็นสิว

  1. การล้างหน้าควรล้างด้วยสบู่อ่อนๆ เช่น สบู่เด็ก หรือ โฟมที่อ่อนโยน
  2. ไม่ควรล้างหน้าหรือเช็ดหน้าบ่อยๆ
  3. ไม่ควรใช้เครื่องสำอางที่ก่อให้เกิดสิว เช่น ครีมบำรุง ครีมนวดหน้า
  4. อย่าบีบหรือแกะสิว
  5. เลือกใช้ยาแต้มสิวที่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา สาเหตุการเกิดสิว
  6. ถ้ามีสิวอักเสบมากควรปรึกษาแพทย์ เพราะอาจต้องรับประทานยาร่วมด้วย

AHA TREATMENT คุณรู้จักแค่ไหน?

AHA TREATMENT คุณรู้จักแค่ไหน?

การทำ AHA TREATMENT ช่วยอะไรแก่ผิวเราได้บ้าง

การทำ AHA TREATMENT หมายถึง การใช้ AHA ที่มีปริมาณมากกว่า5% มาช่วยในการผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ(หรือตาย)ที่เกาะยึดกับเซลล์ผิวที่ดีให้หลุดจากเซลล์ผิวที่ดี และช่วยเร่งการสร้างเซลล์ผิวขึ้นมาใหม่ทำให้ผิวหน้าดูอ่อนเยาว์ขาวเนียนใสขึ้น

รูปผิว

ปัญหาผิวหน้าที่AHA TREATMENT ช่วยได้

รอยแผลเป็นบนใบหน้า ส่วนมากมักเกิดจากรอยแผลเป็นจากสิวออกหัด อีสุกอีใส และบาดแผล
รอยแผลเป็นถ้าเกิดอยู่บนผิวชั้นนอกไม่เป็นแผลลึกสามารถใช้ AHA ช่วยได้

ฝ้ากระจุดด่างดำรอยหมองคล้ำ ส่วนใหญ่กว่า 90% มีสาเหตุจากรังสี UV มากระตุ้นเซลล์สร้างสีผิวมากกว่าปกติ ถ้าเกิดอยู่บนผิวชั้นนอกสุด HA ช่วยได้ ถ้าอยู่ชั้นลึกลงไป ต้องใช้เวลาเพื่อให้ฝ้า จุดด่างดำ รอยหมองคล้ำ เคลื่อนตัวมาอยู่บนผิวชั้นบนสุด AHA จึงจะช่วยได้

ผิวแห้งหยาบกระด้าง เกิดจากผิวชั้นนอกสุดเสื่อมสภาพอาจเกิดเนื่องจากวัย (อายุที่มากขึ้น) ถูกรังสี UV หรือมลภาวะเป็นเวลานาน AHA สามารถช่วยได้

นอกจากนี้ยังมีปัญหาอื่น ๆ อีก เช่น ริ้วรอยตื้นๆ ที่อยู่บนผิวชั้นนอก กระเนื้อ หรือ ปัญหาอื่นๆ ที่เกิดอยู่บนผิว
ชั้นนอกสุด AHA สามารถช่วยได้

การเลือกใช้ เอเอชเอ (AHA)

AHA เป็นสารสกัดจากธรรมชาติที่ได้จากผลไม้ต่างๆ และนม เป็นสารที่วงการแพทย์ผิวหนังยืนยันว่ามีคุณสมบัติในการผลัดเซลล์ผิวที่ เสื่อมสภาพให้ออกเซลล์ผิวที่ดี โดยไม่มีผลต่อเซลล์ผิวที่ดี ดังนั้นไม่ทำให้ผิวบาง

ปัจจุบันมีการสังเคราะห์ เอเอชเอ ขึ้นมาได้ แต่สารธรรมชาติจะออกฤทธิ์ดีกว่าและระคายเคืองต่อผิวน้อยกว่าสารสังเคราะห์ และเครื่องสำอางที่มี เอเอชเอ จากธรรมชาติ หลายชนิดจะออกฤทธิ์ดีกว่า เอเอชเอ จากธรรมชาติชนิดเดียว นอกจาก เอเอชเอ ช่วยผลัดเซลล์ผิวแล้วยังกระตุ้นให้มีการสร้าง คอลลาเจน อีลาสติน ช่วยให้ผิวเต่งตึงได้

การทำ AHA TREATMENT

รูปผลไม้

เรา สามารถใช้เครื่องสำอางที่มี เอเอชเอ จากธรรมชาติหลายชนิดรวมกันมีความเข้มข้นมากกว่า 5% แต่ต้องไม่เกิน 10% (ถ้ามากกว่า 10% ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์) และสามารถใช้ได้ทุกวันจะได้ผลเท่ากับทำกับแพทย์ที่ใช้ ปริมาณสูงที่ทำทุกอาทิตย์หรือ 15 วัน

มารู้จักค่า SPF กันเถอะ

ค่า SPF คืออะไร


  • ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดจะระบุค่า SPF (Sun Protection Factor) หรือ ค่าการป้องกันแสงแดด
  • เช่น ถ้าเคยตากแดดแล้วผิวไหม้แดง ในเวลา 15 นาที (ค่านี้เป็นค่าเฉพาะบุคคล) SPF= 30 จะทำให้ผิวจะไหม้ช้าลงเป็นเวลา 30 เท่า คือ 7.5 ชั่วโมง (30×15=450 นาที)
  • ” อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันได้มีคำนิยามใหม่ของค่า SPF (Sun Protection Factor) โดยใช้สูตรสำหรับหาค่า SPF คือ
  • SPF = MED บริเวณที่ทายากันแดด / MED บริเวณที่ไม่ได้ทายากันแดด
  • โดย MED นั้นย่อมาจาก minimal erythematous dose คือ ปริมาณแสงแดดที่น้อยที่สุด ที่ทำให้เกิดอาการแดงที่ผิวหนัง ซึ่งอาการแดงนั้นเป็นจุดที่สังเกตเห็นด้วยตา มีการศึกษาพบว่า ปริมาณแรงที่เป็น suberythemal dose (คือปริมาณแสงที่ยังน้อยกว่าจะทำให้เกิดอาการแดง) ก็ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ผิวหนังและมีการทำลายเซลล์ของผิวหนังเกิดขึ้น แล้ว ดังนั้นในอนาคตอาจต้องมีวิธีที่จะวัดการทำลายผิวหนังของแสงแดดที่ดีกว่า อาการแดง เช่น การดูลักษณะของเซลล์ผิวหนังที่เปลี่ยนไปจากการไหม้แดด (sunburncell) การดูลักษณะของเส้นใยอิลาสตินที่เปลี่ยนรูปร่าง การลดลงของจำนวน Langerhans cell ซึ่งเป็นเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิต้านทาน เพื่อหาประสิทธิภาะของการกันแดด โดยที่ปริมาณของครีมกันแดดที่เป็นมาตรฐานในการหาค่า SPF นั้น ต้องทาครีมกันแดดปริมาณ 2 มิลลิกรัม ต่อเนื้อที่ผิวหนัง 1 ตารางเซนติเมตร ดังนั้นหากปริมาณแสงแดดที่จะทำให้บริเวณที่ทาครีมกันแดดนั้นเกิดอาการแดง มีปริมาณมากกว่าบริเวณที่ไม่ได้ทาครีมกันแดด 5 เท่า ครีมกันแดดนั้นก็จะมีค่า SPF 5 ซึ่งในทางปฏิบัตินั้นจะแปลว่าปริมาณแสงเป็นเวลาแทน “

สำหรับครีมกันแดดชนิดที่ละลายน้ำได้น้อยนั้น มีชื่อคือ

  • Water resistant หมายถึงการหาค่า SPF หลังอยู่ในน้ำ 40 นาที
  • Waterproof (=very water resistant) หมายถึงการหาค่า SPF หลังอยู่ในน้ำ 80 นาที

    Quiz 1

โดยการใช้ครีมกันแดดตามค่า SPF นี้มักดูตามลักษณะของสีผิวคือ

  1. ถ้าผิวไหม้แดดง่าย โดยผิวเปลี่ยนเป็นสีแทนยาก ใช้ค่า SPF 20-30 (Ultra high)
  2. ถ้าผิวไหม้แดดง่าย โดยผิวอาจมีสีแทนนิดหน่อย ใช่ค่า SPF 12-20 (Very high)
  3. ถ้าผิวไหม้แดดปานกลาง และผิวค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแทนใช้ค่า SPF 8-12 (High)
  4. ถ้าผิวไหม้แดดได้น้อย และผิวเปลี่ยนเป็นสีแทนได้เสมอ ใช่ค่า SPF 4-8 (Moderate)
  5. ถ้าผิวไหม้แดดยากมาก และผิวเปลี่ยนเป็นสีแทนได้อย่างมาก ใช้ค่า SPF 2-4 (Minimal)

เมื่อดูจากค่า SPF และปริมาณการดูดซับรังสียูวีบี พบว่า

  1. ค่า SPF เท่ากับ 2 จะดูดซับ UVB ได้ 50%
  2. ค่า SPF เท่ากับ 4 จะดูดซับ UVB ได้ 75%
  3. ค่า SPF เท่ากับ 8 จะดูดซับ UVB ได้ 87.5%
  4. ค่า SPF เท่ากับ 15 จะดูดซับ UVB ได้ 93.3%
  5. ค่า SPF เท่ากับ 20 จะดูดซับ UVB ได้ 95%
  6. ค่า SPF เท่ากับ 30 จะดูดซับ UVB ได้ 96.7%
  7. ค่า SPF เท่ากับ 45 จะดูดซับ UVB ได้ 97.8%
  8. ค่า SPF เท่ากับ 50 จะดูดซับ UVB ได้ 98%

*** เมื่อดูตามนี้จะเห็นว่า เมื่อใช้ครีมกันแดดค่า SPF เท่ากับ 15 จะดูดซับ UVB ได้ 93.3% ซึ่งเมื่อเพิ่ม SPF ขึ้นจะเพิ่มประสิทธิภาพขึ้นไม่มากนัก และครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงมักมีปัญหาด้านความงามและมีราคาแพง จากมุมมองนี้อาจไม่จำเป็นต้องใช้ SPF สูงนัก ***

  • แต่ ก็มีปัจจัยต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปได้และมีผลต่อการออกฤทธิ์ของครีมกันแดด เช่น การทา การสวมใส่เสื้อผ้า การมีเหงื่อออก ลม เหงื่อ การว่ายน้ำ ฯลฯ และมีความจริงที่ว่า ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงนั้น จะมีประสิทธิภาพในการกันแสงแดดในช่วงยูวีเอ โดยเฉพาะยูวีเอ II ที่ดีขึ้น ซึ่งรังสีตัวนี้ทำให้เกิดการเสื่อมของผิวหนังได้มาก นอกจากนั้นการหาค่า SPF จะเป็นการหาค่าในห้องทดลอง ซึ่งเมื่อนำยากันแดด มาใช้ในชีวิตจริงจะพบว่ามีค่า SPF น้อยกว่าที่ระบุเสมอ ทั้งนี้เพราะมีปัจจัยต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลง
  • จึงแนะนำว่าควรใช้ยากันแดดค่า SPF สูง (15 ขึ้นไป) ในกรณีที่ต้องตากแดด เป็นเวลานานติดต่อกันและใช้ค่า SPF ต่ำ ในกรณีที่โดนแดดเป็นครั้งคราวระหว่างวันครับ สำหรับข้อมูลนี้ส่วนหนึ่งมาจากการประชุมของสมาคมศิษย์เก่าสถาบันโรคผิวหนัง โดยมีอาจารย์จิโรจ สินธวานนท์ เป็นผู้บรรยาย

ทั้งนี้มีข้อสังเกตว่า

  • การใช้ค่า MED นี้ อาจไม่สะท้อนถึงประสิทธิภาพภายในการป้องกันผิวหนัง จากการทำลายของแสงแดด นั่นคือครีมกันแดดถึงจะป้องกันไม่ให้ผิวหนังแดงได้ แต่ก็ยังอาจเกิดการเสื่อมของผิวหนังขึ้นแล้ว
  • ปริมาณของการใช้ครีมกันแดดในการหาค่ามาตรฐาน คือ ต้องทาครีมกันแดด 2 มิลลิกรัมต่อเนื้อที่ผิวหนัง 1 ตารางเซนติเมตรนั้น นับว่ามากกว่าปริมาณการใช้ในชีวิตจริง คนปกติจะทาครีมกันแดดแค่ 0.5 ถึง 1 มิลลิกรัมต่อเนื้อที่ผิวหนัง 1 ตารางเซนติเมตรเท่านั้น ทั้งนี้เพราะ หากทาครีมกันแดดมากไปจะเกิดปัญหาด้านความมันและความสวยงาม

ผลข้างเคียงของครีมกันแดด

  • ผล ข้างเคียงที่พบบ่อย คืออาการระคายเคือง จากสารกันแดด ครีมกันแดดที่ยิ่งมีส่วนผสมของสารกันแดดชนิด organic มาก ยิ่งจะเกิดอาการระคายเคืองได้ง่าย ดังนั้น ถ้าผู้ป่วยจำเป็นต้องทาครีมกันแดด บริเวณที่มีผื่นควรเลือกใช้สารกันแดดชนิด inorganic ส่วนอาการแพ้ชนิด allergic contact dermatitis หรือ photoallergic contact dermatitis พบได้น้อยเมื่อเทียบกับปริมาณที่ใช้ นอกจากสารกันแดดแล้ว อาจแพ้สารกันบูด น้ำหอม หรือส่วนผสมอื่น ของครีมกันแดดได้ ดังนั้น การเลือกครีมกันแดด จึงต้องคำนึงถึงความปลอดภัยด้วย
  • สำหรับ ผู้ที่ไม่แน่ใจว่าแพ้เครื่องสำอางหรือไม่ สามารถลองทดสอบด้วยตนเองก่อนอย่างง่าย ๆ ด้วยวิธี Open Test โดยการทาผลิตภัณฑ์ที่ท้องแขนทุกเช้าเย็นหลังอาบน้ำ หากเกิดผื่นขึ้นภายใน 7 – 10 วัน แสดงว่ามีโอกาสแพ้ได้ ไม่ควรใช้เครื่องสำอางนั้นๆ

______________________________________________________________

อ้างอิง


http://blog.eduzones.com/endoderm/311

http://www.expert2you.com/view_article.php?art_id=2352

http://www.oryor.com/oryor/admin/module/fda_info/file/f_31_1171706509.pdf

http://www.newunewlook.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=291828&Ntype=1

เครื่องสำอางที่คุณต้องใช้ตั้งแต่เด็ก

 

เครื่องสำอางที่ทุกคนต้องใช้ตั้งแต่เด็กเล็ก

                “ปัญหาผิวหน้า ไม่ว่าจะเป็น ฝ้า กระ จุดด่างดำ รอยหมองคล้ำ ผิวแห้ง หยาบกระด้าง ริ้วรอย รอยเหี่ยวย่น รอยตีนกา สาเหตุกว่า 90% มาจากรังสี  UV  นอกจากนี้ ยังอาจทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้

                ทุกวันผิวหนังของเราสัมผัสกับรังสี UV แม้เราจะทำงานในออฟฟิต ที่เป็นห้องกระจก รังสี UV สามารถทะลุผ่านมายังผิวเราได้ หรือเวลาพักเที่ยง ต้องออกไปทานอาหารก็มีโอกาสสัมผัสกับรังสี UV ได้ อันตรายของรังสี UV จะค่อยๆสะสมที่ผิวของเราตั้งแต่เด็ก จนเกิดปัญหาเมื่ออายุมากขึ้น

                ดังนั้น ครีมกันแดดทุกวัน จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรใช้ตั้งแต่เด็ก เพราะเมื่ออายุ 20 ปีขึ้นไป ก็จะไม่เกิดปัญหาผิว ที่มีสาเหตุมาจากแสงแดดในปัจจุบัน

 

อันตรายจากรังสี UV ทั้ง 3 ชนิด

                1. รังสี  UVA  (Absent Burn) สามารถทะลุผ่านผิวชั้นนอกมายังผิวชั้นใน สาเหตุการเกิด

                                1.1 ฝ้า กระ จุดด่างดำ รอยหมองคล้ำ

                                1.2 ริ้วรอย รอยเหี่ยวย่น รอยตีนกา ก่อนวัยเพราะทำให้คอลลาเจน และ อีลาสตินที่อยู่ในผิวชั้นในเสื่อมสภาพ

                2. รังสี  UVB   (Burn) สาเหตุการเกิด ผิวแสบ ไหม้แดง

                3. รังสี  UVC   สาเหตุการเกิดมะเร็งที่ผิวหนัง

 

สารในครีมกันแดด

  1. ชนิดดูดกลืนแสง มีลักษณะเหนียวเหนอะ คล้ายดินน้ำมัน ดูดกลืนรังสี UV ไว้ เป็นสารเคมีกลุ่ม Cinnamate ป้องกันกันรังสี UVB และ Oxybenzone ป้องกันรังสี UVA
  2. ชนิดสะท้อนแสง มีลักษณะคล้ายแป้ง เช่นพวก Titanium Oxide หรือ Zinc Oxide กันทั้งรังสี UVA UVB ให้สะท้อนออกไป

 

SPF  เท่าไหร่ถึงจะเพียงพอ

                 

 SPF =               ทาครีมกันแดดแล้ว ป้องกันรังสีได้…. นาที

                ผิวปกติสามารถป้องกันรังสีได้ประมาณ 15-20 นาที

 

SPF 15  สามารถกันรังสี  UV  ได้นาน  5  ชม. เหมาะสำหรับผู้ทำงานออฟฟิต หรืออยู่ในที่ร่ม

SPF 30  สามารถกันรังสี  UV  ได้นาน  10  ชม. เหมาะสำหรับผู้ทำงานกลางแจ้ง

                                                    รังสี  UV  จะมีอันตรายช่วง  10.00 น. – 16.00 น. ประมาณ  4-5  ชม.   เห็นอย่างนี้แล้ว ไม่ควรใช้  SPF มากกว่า  30  เพราะว่า  ถ้า SPF มากขึ้นจะมีปริมาณสารเคมีที่ใช้กันแดดมากเกินไป อาจมีผลเสียต่อผิวหน้า และราคาที่จ่ายแพงขึ้นโดยไม่จำเป็น

 

             เนเชอเรล ขอแนะนำ Chamomile Sun block ค่ะ